Tuesday, July 19, 2005

คนไร้รัฐ vs คนพลัดถิ่น

ฉันเป็นเคยเป็นเด็กรัฐศาสตร์ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันถูกปลูกฝังให้เข้าใจบทบาทของรัฐ นโยบายของรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่าง ๆ ในโลก ไม่ว่าจะยามสงบหรือสงคราม มุมมองของฉันตีวงจำกัดอยู่เพียงเรื่องการเมืองระหว่างประเทศและนโยบายระหว่างประเทศเท่านั้นเอง เมื่อได้ทำงาน มุมมองของฉันถูกเปิดให้กว้างออกไป งานของฉันเป็นงานพัฒนา เน้นไปที่ชนพื้นเมืองที่ด้อยโอกาสในภาคใต้ ทำงานมาได้สองปี เกิดคำถามมากมาย แต่ก็ยังไม่มีวันใดที่ติดค้างในใจ หาทางออกไม่ได้เท่ากับขณะนี้

สองอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันได้ไปจัดการประชุมให้ความรู้เรื่องกฏหมายแก่คนไทยพลัดถิ่นและชนพื้นเมืองกลุ่มมอแกนในจังหวัดระนอง และพังงา สำหรับชาวมอแกนนั้น ฉันรู้จักคลุกคลีมาหลายปีตั้งแต่สมัยยังเป็นนิสิต เนื่องจากเคยเป็นอาสาสมัครทำโครงการนำร่องอันดามันหลายครั้ง ชาวมอแกนมีปัญหาเรื่องไร้สัญชาติ ไร้อาชีพ การสูญสลายทางวัฒนธรรม และการด้อยโอกาสทางการศึกษา ซึ่งทางโครงการของฉันก็พยายามช่วยเหลือเต็มที่ แต่คนอีกลุ่มที่เรียกตนเองว่า คนไทยพลัดถิ่นนี่สิ ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยรู้จัก และเป็นเรื่องน่าตกใจเมื่อได้รู้เรื่องราวของพวกเขา

เรื่องของเรื่องก็คือ หลังเหตุการณ์ซึนามิ มีคนจำนวนหนึ่งที่แทบจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐเนื่องจากไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน และไร้เอกสารสิทธิ์ที่แสดงว่าเขาเป็นคนไทย ในจำนวนนั้น มีทั้งคนไทยที่ตกสำรวจ และคนไทยพลัดถิ่น มันน่าตกใจที่มีคนจำนวนมากยังไม่รู้กฏหมายและหน้าที่ของพลเมืองไทย หรือผู้เกิดบนแผ่นดินไทย จนกลายเป็นคนตกสำรวจ

กรณีของคนไทยพลัดถิ่น พวกเขาเป็นชาวไทยที่อาศัยอยู่ในเมืองมะลิวัลย์ และตะนาวศรีในประเทศพม่า เมื่อประเทศไทยเสียดินแดนให้กับอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ห้า ตามหลักกฏหมายระหว่างประเทศ เมื่อรัฐสูญเสียดินแดน คนในรัฐที่อยู่ในเขตนั้นย่อมสูญเสียสภาพความเป็นพลเมืองของรัฐไปด้วย คนไทยกลุ่มนี้ก็เช่นกัน บรรพบุรุษของพวกเขาอาศัยอยู่ในพม่าต่อไปจนกระทั่งพม่าได้รับเอกราช แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากนั้นจะเกิดสงครามกลางเมือง คนกลุ่มนี้จึงทยอยกันข้ามแดนกลับมาเมืองไทย กลายเป็นผู้เข้าดินแดนโดยผิดกฏหมาย และอาศัยอยู่ในเมืองไทย ทำงานรับจ้างมากว่า 20 ปีจนมีลูกหลานอีกสองรุ่น กระจัดกระจายอยู่ในภาคใต้ เครือข่ายไทยพลัดถิ่นให้ข้อมูลกับเราว่ารวม ๆ แล้วมีคนไทยที่อพยพมาจากพม่าถึงสามหมื่นคน

หากจะยึดหลักกฏหมายแบบเถรตรง แน่นอนว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนไทย เพราะตกอยู่ใต้การปกครองของชาติอื่นมาเป็นร้อยปี อยู่ดี ๆ จะกลับมาเป็นคนไทยได้อย่างไร แม้จะมีเชื้อสายไทยก็ตาม มองในมุมของรัฐ ย่อมจะกระทบความมั่นคงของประเทศอย่างรุนแรงที่รัฐจะต้องมารับภาระดูแลคนที่ไหนไม่รู้ตั้งเป็นหมื่น ๆ คน แถมจะมีชาวพม่าแฝงตัวมาหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ แต่ถ้ามองแบบนักมนุษยธรรม มันผิดด้วยหรือที่คนกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีดินแดนอันสงบสุขจะอยู่ ขออพยพมาอยู่ใต้ร่มโพธิ์ร่มไทรของประเทศไทย ในเมื่อแต่ก่อนเมื่อยังไม่มีรัฐ ไม่มีเขตแดน เรายังอยู่กันได้โดยไม่ต้องแบ่งแยกว่าใครเป็นคนชาติอะไร แต่พอมีรัฐขึ้นมา คนกลุ่มหนึ่งกลายเป็นผู้ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีรัฐไหนให้การรับรอง และไม่มีแม้แผ่นดินจะอยู่

ฉันจัดการประชุม และรับฟังประเด็นกฏหมายสัญชาติร่วมกับผู้เข้าร่วมประชุมชาวมอแกน และคนไทยพลัดถิ่น ฟังแล้วก็ปวดหัว ขนาดเรามีการศึกษา กระบวนการขั้นตอนที่จะเป็นคนไทยช่างยุ่งยาก กฏหมายช่างซับซ้อน แล้วพวกเขาที่ไม่มีการศึกษา แทบจะปกป้องตัวเองไม่ได้เลย จะทำอย่างไรกัน

งานขั้นต่อไปของฉันคือการรวบรวมข้อมูลของชาวมอแกนร่วมกับองค์กรอื่น ๆ และสภาทนายความเพื่อจัดทำฐานข้อมูลเสนอให้กับกระทรวงมหาดไทย ในส่วนของคนไทยพลัดถิ่นนั้น ทางองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านสัญชาติจะมาเป็นผู้สานต่อโครงการ ยังไม่รู้ว่าขั้นตอนการขอเป็นพลเมืองจะนานแค่ไหน คราวหน้า กลับจากฟิลล์แล้วจะมาอัพเดทว่าเจอกรณีศึกษาอะไรบ้าง

Thursday, July 14, 2005

มีบล็อคกับเขาสักที

ฉันจัดตัวเองเป็นมนุษย์ low tech ไม่รู้เรื่องเทคโนโลยีสักเท่าไหร่ เล่มเกมคอมพิวเตอร์ก็ไม่เป็น โทรศัพท์มือถือไม่เคยอัพเดท อินเตอร์เน็ตมีไว้เพียงส่งอีเมลล์ อ่านข่าว และหาข้อมูล เมื่อไม่นานมานี้เอง เพื่อน (รุ่นพี่) ทางอินเตอร์เน็ตท่านหนึ่งได้แนะนำให้ได้รู้จักกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ออนไลน์ที่เรียกว่าบล็อค ด้วยความที่เป็นสาวกงานเขียนของเพื่อนท่านนี้อยู่แล้ว ทำให้เข้ามาติดตามอ่านบทความออนไลน์อยู่เรื่อย ๆ และก็พบว่าเพื่อนผู้นี้สร้างชุมชมชาวบล็อคใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ละท่านมีความเห็นน่าสนใจมาแลกเปลี่ยนกันเป็นประจำ ไม่เคยรู้จักชาวบล็อคเป็นการส่วนตัวสักท่าน นอกจากบางท่านที่เป็นรุ่นพี่ รุ่นน้องร่วมรั้วโรงเรียน และรั้วมหาวิทยาลัย ทำให้ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามกันมาก่อน แต่ก็ไม่เคยรู้เลยว่าแต่ละท่านจะเป็นนักเขียน (บล็อค) มือฉกาจ เมื่อบอกเล่าเก้าสิบความคิดเห็น พร้อมทั้งขอบคุณเพื่อนรุ่นพี่ท่านนั้นที่เป็นผู้เปิดโลกของบล็อคให้ ก็ได้อีเมลล์ตอบกลับเป็นประโยคสั้น ๆ ว่า "เริ่มเขียนบ้างได้แล้ว"....เอาล่ะสิ เหมือนส่งสาส์นท้า (กึ่งเชิญชวน)มาอย่างไรอย่างนั้น

ทิ้งสาส์นฉบับนั้นไว้หลายสัปดาห์ วันนี้เลยขอลองซักตั้ง มนุษย์โลว์เทคโนโลยีอย่างฉันจะขอมีบล็อคกับเค้าบ้าง ว่าแต่บล็อคเนี่ย เขาทำกันยังไงหว่า อ้อ...นี่ไง เล่นไม่ยาก เหมือนสมัครสมาชิกอีเมลล์เลย กรอกนู่นกรอกนี่ คลิกไปคลิกมาก็ได้แล้ว

พึ่งจะเข้าใจความรู้สึกของแม่ตัวเองในวันที่บ้าน (นอก)ของเราติดอินเตอร์เน็ตวันแรก และแม่ก็รีบลองอีเมลล์มาหาลูกสาว แม่โทรมาบอกสั้น ๆ ว่า
"เช็คเมลล์ด้วยนะลูก แม่ส่งอีเมลล็มานะ"
เรารึก็ตื่นเต้น แม่ส่งอะไรมาหว่า รีบไปเช็คดู ปรากฏว่าเป็นข้อความสั้น ๆ
"แม่หัดใช้อีเมลล์เป็นครั้งแรก เลยลองส่งดู"....โหย เห่อเชียวแม่เรา พอเจอเข้ากับตัววันนี้...ฉันก็ขี้เห่อไม่ต่างจากแม่ในวันนั้นหรอก เหมือนได้ของเล่นใหม่ เลยต้องแอบเจียดเวลางานยามบ่ายมานั่งพิมพ์ก๊อกแก๊ก ๆ อยู่คนเดียว (ขอเวลานอกหน่อยนะคะ บอสขา)

ตกลงว่าวันนี้เป็นวันฤกษ์งามยามดีได้เลิก เอ๊ย...ฤกษ์เปิดบล็อคของตัวเองแล้ว โปรดติตตามตอนต่อไปว่าจะมีอะไรมาเล่าสู่กันฟังนะคะ